วันเสาร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ใครไม่เคยเห็น "ตด" มาดู !!


ใครไม่เคยเห็นตดมาดู - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่

นักวิทยาศาสตร์ไขปริศนา"สามเหลี่ยมผีสิง"เบอร์มิวด้า"ได้แล้ว




สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อวันที่ 10 ส.ค.ว่า นักวิทยาศาสตร์สามารถวิจัยค้นพบปริศนาลึกลับดำมืดของสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ที่สร้างปรากฎการณ์ดูดกลืนเรือและเครื่องบินที่บินผ่านบริเวณดังกล่าวจนหายสาบสูญ และถูกกล่าวขานเรียกว่าเป็น"สามเหลี่ยมผีสิง ที่ร่ำลือกันว่า ได้ดูดกลืนสิ่งต่าง ๆ ที่ผ่านเข้ามาทะลุไปยังอีกมิติหนึ่ง"โดยพบว่า สาเหตุแท้จริงมาจากการการก่อตัวของก๊าซธรรมชาติ ที่ใหญ่ขนาดเป็นฟองก๊าซขนาดยักษ์ และทำให้เรือและเครื่องบินสูญเสียการควบคุม ก่อนจมดิ่งสู่สามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า

รายงานระบุว่า จากการค้นพบของศจ.โจเซฟ โมนาแกน หนึ่งในสองผู้วิจัยงานศึกษาไขปริศนาดังกล่าว ระบุว่า เขาพบว่า บริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า ปรากฎว่ามีก๊าซมีเธนเป็นจำนวนมาก ขนาดปะทุเป็นฟองก๊าซขนาดยักษ์ลอยเหนือบริเวณดังกล่าว ก๊าซดังกล่าวอยู่ใต้ท้องทะเลในบริเวณสามเหลี่ยมเบอร์มิวด้า โดยเมื่อก๊าซเหล่านี้ขึ้นสู่พื้นผิว มันจะทะยานสู่อากาศ และขยายตัวเป็นวงกว้างและก่อตัวเป็นฟองก๊าซขนาดยักษ์ เมื่อเรือลำใดผ่านเข้าไปในบริเวณนั้น ก็จะเข้าไปสู่ฟองก๊าซมีเธนขนาดยักษ์ จนทำให้เรือเหล่านี้สูญเสียการควบคุม และจมลงสู่ห้วงทะเล

และหากฟองก๊าซดังกล่าวมีขนาดยักษ์มาก ๆ ที่สามารถครอบคลุมความหนาแน่นระดับสูงบนผืนฟ้าเพียงพอ มันก็จะทำให้เครื่องบินที่บินอยู่บนน่านฟ้าเหนือสามเหลี่ยมฯ สูญเสียการควบคุม ตกทะเลและจมลงสู่ท้องทะเลอย่างรวดเร็ว

Credit : http://www.siamsouth.com

นักวิทยาศาสตร์ค้นพบสิ่งมีชีวิตคล้ายกระสือ


Sea cucumber ปลิงทะเล คือ สัตว์ประหลาดตัวนี้ ซึ่งรูปร่างมันช่างละม้ายคล้ายคลึงกับ ผีกระสือของไทยเราเสียเหลือเกิน ที่มีแต่หัว กับ ไส้

รายละเอียดเกี่ยวกับ ปลิงกระสือ ตัวนี้
ปลิงทะเลตัวนี้มี ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ว่า Enypniastes
ต่อไปนี้จะขอเรียก ปลิงตัวนี้ว่า ปลิงกระสือ
ลักษณะร่างกาย มีลำตัวโปร่งใส สีชมพู มีหนวดสั้นๆ
ปลิงกระสือ พึ่งถูกค้นพบเมื่อเร็วๆนี้ ที่ อ่าวเม็กซิโก (Gulf of Mexico) ที่ระดับน้ำลึก 2.74 กิโลเมตร
บริเวณผิวหนังของพวกมันมี เซลเรืองแสงที่ใช้ป้องกัน การถูกล่า จากนักล่า
พวมมันเป็นปลิงทะเล จำนวนไม่กี่สายพันธุ์ที่ใช้การว่ายน้ำเพื่อเคลื่อนที่ แทนการคลานอยู่บนพื้นมหาสมุทร
พวมมันอาศัยอยู่ที่ระดับความสูงจากท้องมหาสมุทรถึง 30 เมตร
ปลิงกระสือใช้าการ หุบ และ อ้า หนวดบริเวณส่วนหัวไปมาในการว่ายน้ำ
ข้อมูลอ้างอิง ปลิงกระสือ

http://news.discovery.com/animals/sea-cucumber-deep-ocean.html
http://www.whoi.edu/page.do?pid=10897&i=2645&x=194

20 เรื่องเหลือเชื่อทางวิทยาศาสตร์

1. เส้นเลือดในร่างกายมนุษย์มีความยาวรวม 62,000 ไมล์ ถ้านำมันมาเรียงต่อกันเป็นทางยาวจะได้ความยาว ถึง 2.5 เท่าของเส้นรอบวงโลก

2. The Great Barrier Reef แนวปะการังที่ยาวทีสุดในโลกที่ออสเตรเลีย เป็นโครงสร้างสิ่งมีชีวิตที่ใหญ่ที่สุดมีความยาวกว่า 2000 กิโลเมตร

3. โอกาสที่โลกจะถูกโจมตีด้วยอุกาบาตขนาดใหญ่ อยู่ที่ 9300 ปีต่อครั้ง

4. ดาวนิวตรอนขนาดเท่าหัวแม่มือมีน้ำหนักกว่า 100 ล้านตัน

5. พายุเฮอริเคนหนึ่งลูกผลิตพลังงานเท่ากับระเบิดขนาด 1 เมกะตันจำนวน 8000 ลูก

6. คาดว่ามีพยาธิปากขอ ซึ่งดูดเลือดเป็นอาหารอยู่ในร่างกายมนุษย์โลกเรา 700 ล้านคน

7. Fred Rompelberg คือผู้ขี่จักรยานด้วยความเร็วที่สุดในโลกด้วยความเร็ ว 166.94 ไมล์ต่อชั่วโมง

8. มนุษย์เราสามารถคิดค้นแสงเลเซอร์ที่มีความสว่างกว่าแ สงอาทิตย์ 1 ล้านเท่า

9. 65% ของผู้ป่วยออทิสติคส์ เป็นคนถนัดซ้าย

10. Finnish pine tree (ต้นสนชนิดหนึ่งในฟินแลนด์) มีความยาวของรากแต่ละต้นรวมแล้วกว่า 30 ไมล์

11. จำนวนเกลือที่อยู่ในน้ำทะเลทั่วโลกเรา สามารถปกคลุมพื้นผิวทวีปทั่วโลกได้หนากว่า 500 ฟุต

12. กลุ่มแก๊สระหว่างหมู่ดาวในราศีธนู มีส่วนประกอบของแอลกอฮอล์นับหมื่นล้านล้านลิตร

13. หมีขั้วโลกสามารถวิ่งด้วยความเร็ว 25 ไมล์ต่อชัวโมง และกระโดดได้สูงกว่า 6 ฟุต

14. มนุษย์และปลาโลมาสืบสายพันธ์เดียวกันมาตั้งแต่ 60 - 65 ล้านปีก่อน

15. กล้อง infared จับภาพหมีขั้วโลกได้ยากมาก เนื่องจากคุณสมบัติของขนของมัน

16. เฉลี่ยแล้วในหนึ่งปี คนเราจะกินสัตว์จำพวกเห็บลิ้นไร โดยไม่ได้ตั้งใจไป 430 ตัวต่อคนต่อปี

17. รากของต้น Rye(ข้าวชนิดหนึ่งใช้หมักสุรา) สามารถแผ่ขยายไปได้ถึง 400 ไมล์

18. อุณหภูมิบนพื้นผิวของดาวพุธสูงกว่า 430 องศาเซลเซียสในเวลากลางวัน แต่ลดลงต่ำกว่า ติดลบ 180 องศาเซลเซียสในเวลากลางคืน

19. ภายใน 24 ชั่วโมง ต้นโอ๊กขนาดใหญ่ขับน้ำ(ในรูปของไอน้ำ)ออกมา 10 - 25 แกลลอน

20. ผีเสื้อรับรู้รสด้วยขาหลัง โดยประสาทการรับรู้ทำงานโดยการสัมผัส ทำให้รู้ว่าใบไม้และดอกไม้ที่มันสัมผัส มีรสชาติอย่างไรและกินได้หรือไม่

http://news.clipmass.com/story/เรื่องเหลือเชื่อทางวิทยาศาสตร์---3234

ผี ในความหมายทางวิทยาศาสตร์


นิยามของคำว่าผี

1. ผีอยู่ภายใต้กฏของฟิสิกส์
2. ผีไม่ใช่เรื่องมายากล ไม่ใช่ปาฎิหาริย์ และไม่ใช้เรื่องนอกเหนือกฎธรรมชาติข้อใด ๆ ทั้งสิ้น (ตามที่สันนิษฐานไว้ในข้อ 1.)
3. ผี (Ghost), การหลอกหลอน (poltergeist), วิญญาณ (Soul) ล้วนเกิดขึ้นมาจากสาเหตุเดียวกัน แต่เป็นปรากฏการณ์ในรูปแบบต่างกัน
4. ผี (จากกฎข้อ 1 แล้ว) นับเป็น "สิ่งที่มีตัวตน" ควรจะมีคุณลักษณะคล้ายคลึงกันโดยทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นผีตามความเชื่อของชนชาติใด ๆ ก็ตาม
5. ในการปรากฏกายของผีโดยเฉลี่ยแล้ว "ร่าง" ของผีจะกินเนื้อที่เป็นปริมาณประมาณ 0.07 ลูกบาศก์เมตร หรือคิดเป็นปริมาตรเฉลี่ยเท่ากับคนธรรมดาที่มีน้ำหนักตัวประมาณ 70 กิโลกรัม

มาตรฐานการพบเห็นผี (Standard Night time Ghost : SNG)

- กรณีแรก เกิดขึ้นโดยตรงกับสมองของผู้ประสบเหตุ อาจเกิดจากการรบกวนกระบวนการไฟฟ้าชีวเคมีในสมอง ทำให้ประสาทและระบบรับความรู้สึกเกิดความผิดเพี้ยน โดยเฉพาะในส่วนของมันสมองและไขสันหลัง (หรืออาจจะเรียกว่า"ประสาทหลอน" ก็ว่าได้) หรือไม่ก็เกิดจากการกระตุ้นให้สมองเกิดภาพหลอนขึ้นเอง โดยสิ่งเร้าภายนอก โดยอาจใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีขนาดพอเหมาะยิงตรงไปยังสมองก็เป็นได้ หรือเกิดการควบคุมสภาวะแวดล้อมบางอย่าง ซึ่งมีผลกระทบต่อจิตใจและอารมณ์ความรู้สึก (ซึ่งเรียกว่า "ถูกควบคุมหรือถูกทำให้เกิดประสาทหลอน") ซึ่งกรณีนี้ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผีไม่มีจริงในโลก

- กรณีที่สอง ตั้งอยู่บนสมมติฐานที่ว่าผีมีจริง ซึ่งหากไม่ใช่กรณีแบบสมมติฐานแรก สามารถแบ่งการปรากฏของผีได้ 7 ข้อ ดังนี้

1. ผีปรากฏตัวทั้งในเวลากลางคืนและกลางวันในเวลากลางวันมีการพบเห็นน้อยการปรากฏตัวแต่ละครั้งกินเวลายาวนานไม่แน่นอน
2. ผีสามารถเปล่งแสงสว่างหรือเรืองแสงในตัวเองได้ โดยต้องมีกำลังส่องสว่าง อยู่ในช่วงความเข้มแสงประมาณ 1-20 แรงเทียน จึงจะทำให้สายตามนุษย์สามารถมองเห็นได้
3. การปรากฏตัวของผีจะทำให้บรรยากาศโดยรอบมีอุณหภูมิลดลงอย่างเฉียบพลัน เนื่องจากผีต้องดึงเอาพลังงานความร้อน ในบรรยากาศอย่างน้อย 60 จูลส์เข้าไปสะสมทำให้ตัวเองเปล่งแสงออกมาได้
4. การปรากฏกายของผีต้องมีเครื่องนุ่งห่มด้วย และมักปรากฏในลักษณะเป็นภาพราง ๆ โปร่งแสงมองทะลุได้บ้าง และมีขนาดเล็กกว่ามนุษย์ธรรมดาทั่วไป
5. ผีจะปรากฏในสภาพที่หันหน้าเข้าหาผู้พบเห็นบ่อยครั้งกว่าหันหลัง
6. ผีมักปรากฏตัวในร่างของมนุษย์หรือเหมือนมนุษย์ (ประมาณ 90 เปอร์เซนต์เท่าที่มีการศึกษา) มีน้อยมากที่ปรากฏตัวในร่างของสัตว์
7. มักจะมีเสียงหรือกลิ่นเกิดขึ้นพร้อมกับการปรากฏตัวของผีในแต่ละครั้งและหากไม่เข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่งใน 7 ข้อนี้ ไม่นับว่าเป็นผี

ผีในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ไทย

อย่างไรก็ตาม ผีในทัศนะของนักวิทยาศาสตร์ไทยเช่น ศ.ดร.นพ.เทพพนม เมืองแมน กล่าวว่า ผีมีจริงและแพ้คลื่นโทรศัพท์มือถือ โดยกล่าวอ้างถึงการศึกษาของนักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษว่าผีเป็นพลังงานในลักษณะที่คล้ายพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าของโทรศัพท์มือถือ ซึ่งปัจจุบันนี้การใช้โทรศัพท์มือถือเป็นไปอย่างแพร่หลายมากขึ้น ทำให้ผีซึ่งเป็นพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าคลื่นสั้นปรากฏตัวน้อยลง เพราะไหลไปรวมในบริเวณที่ ๆ มีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าน้อย สอดคล้องกับความเห็นของนักวิทยาศาสตร์ไทยอีกคน คือ รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล ว่า ผีเป็นพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดหนึ่ง แต่การที่ใช้โทรศัพท์มากขึ้นนั้นไม่ถือว่าเป็นการไล่ผี แต่เป็นการถ่ายเทคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปยังอีกจุดหนึ่งมากกว่า และในทางกลับกันการใช้มือถือซึ่งมีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามาก อาจทำให้เห็นภาพต่าง ๆมากขึ้น ซึ่งไม่คิดว่า เป็นผีเพราะมนุษย์มีความรู้ในการพิจารณา การถ่ายภาพหรือ
วิดีโอแล้วมีภาพหรือเงาที่อธิบายไม่ได้ปรากฏนั้น ในอนาคตก็จะเห็นมากขึ้น เพราะวิทยาการล้ำหน้า เครื่องถ่ายภาพสามารถจับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าได้มาก

จากวิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี

วิทยาศาสตร์ กับ แฮรี่ พอตเตอร์


แฮร์รี่ พอตเตอร์เป็นเรื่องราวการผจญภัยของพ่อมดน้อย โดยที่ในตอนแรก(และฉบับภาพยนตร์)ก็กล่าวถึงช่วงเวลาที่แฮร์รี่ พอตเตอร์เข้าสู่โรงเรียนคาถาพ่อมดแม่มดและเวทมนตร์ศาสตร์ฮอกวอตส์ เพื่อเรียนเวทมนตร์และศาสตร์อื่นๆ

ผู้คนจำนวนไม่น้อยในยุคนี้อันเป็นยุคที่วิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยีเฟื่องฟูก็มักจะนึกไปเอง โดยอัตโนมัติว่าเป็นเรื่องของไสยศาสตร์ที่พิสูจน์ไม่ได้และงมงาย ในขณะที่อีกหลายคนก็อยากจะจัดให้แฮร์รี่ พอตเตอร์อยู่ในหมวดของนิยายวิทยาศาสตร์แนวแฟนตาซีด้วยซ้ำไป จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจที่หากเราจะลองใช้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่มีอยู่ ในปัจจุบันมาอธิบายเรื่องราวต่างๆ ในหนังสือและภาพยนตร์เรื่องดังกล่าว

มารู้จักกับอีกแง่มุมหนึ่งของแฮร์รี่ พอตเตอร์ แง่มุมที่คนพูดถึงกันน้อยมากนั่นก็คือ เราจะมาวิเคราะห์เกี่ยวกับแฮร์รี่ พอตเตอร์ในแง่มุมทาง วิทยาศาสตร์ กัน

ชานชาลาหมายเลขเก้าเศษสามส่วนสี่
เด็กนักเรียนทุกคนที่จะเดินทางมาที่โรงเรียนสอนพ่อมดและแม่มดฮอกวอตส์ จะต้องมาจับรถไฟขบวนพิเศษที่ชื่อ รถด่วนฮอกวอตส์ ที่สถานีคิงส์ครอสซึ่งก็ไม่น่าจะประหลาดอะไร แต่ปัญหาที่เด็กๆ แต่ละคนต้องไขให้ได้ก็คือ ชานชาลาที่รถด่วนขบวนดังกล่าวจะจอดซึ่งมีหมายเลข เก้าเศษสามส่วนสี่ นั้นอยู่ที่ใดกันเแน่!

ในโลกแห่งความเป็นจริงมีชานชาลาลับที่เปิดแบบผลุบๆ โผล่ๆ ด้วยวิธีการเฉพาะแบบชานชาลาที่เก้าเศษสามส่วนสี่บ้างหรือไม่? คำตอบคือ มี แถมบางอันยังใช้งานอยู่ด้วยซ้ำไป

หนังสือชื่อ Londons Disused Underground Stations ของเจ. อี. คอนเนอร์ ระบุว่า ครั้งหนึ่งเคยมีชาน-ชาลาที่เคลื่อนที่ได้อยู่ที่สถานีวู้ดเลนที่ขณะนี้เลิกใช้งานไปแล้ว ชานชาลาพิเศษที่ว่านี้มีขนาดยาว 12 เมตรและกว้าง 2 เมตร สามารถเปิดปิดได้บ่อยถึง 120 ครั้งในแต่ละวัน ชานชาลาที่ว่านี้ทำขึ้นเป็นพิเศษเพื่อรองรับขบวนรถไฟที่ยาวเจ็ดตู้ที่ จะเข้าจอดที่ชานชาลาหมายเลข 1 และเมื่อรถไฟออกไปแล้ว ชานชาลาดังกล่าวก็จะหมุนเก็บหายไปได้ผ่านการบังคับด้วยอุปกรณ์ในกล่องบังคับพิเศษ กล่าวอีกนัยหนึ่ง ชานชาลาที่ว่าก็อาจจะนับได้ว่าเป็นชานชาลาที่หนึ่งเศษสามส่วนสี่ ก็ได้กระมัง!

เสกของให้บินได้
วิชาหนึ่งที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ต้องเรียนในปีแรกที่ฮอกวอตส์ก็คือ วิชาเสกของให้บินได้ โดยการท่องคาถา วิงการ์เดียม เลวีโอซ่า

ในโลกแห่งความเป็นจริง คนที่ได้มีโอกาสอยู่ที่ห้องทดลองที่มหาวิทยาลัยนิจเมเจนในฮอลแลนด์เมื่อสี่ปีก่อน ก็คงจะตื่นเต้นไม่แพ้กันสักเท่าไหร่ เพราะนักวิทยาศาสตร์ที่นั่นได้ทำการทดลอง เสกกบให้ลอยได้ ด้วยสนามแม่เหล็กเป็นครั้งแรกของโลก


หลักการที่นักฟิสิกส์ใช้ก็คือ ความจริงที่ว่าไม่เพียงแต่โลหะเท่านั้นที่ตอบสนองต่อสนามแม่เหล็ก สสารแทบจะทุกอย่างก็ตอบสนองต่อสนามแม่เหล็กเช่นกันไม่เว้นแม้แต่น้ำ (แม้ว่าจะตอบสนองน้อยมากเหลือเกิน) อย่างเช่น การจะยกกบสักตัวให้ลอยตัวได้ก็ต้องใช้สนาม แม่เหล็กที่มีขนาดแรงกว่าแม่เหล็กของตู้เย็นราว 200 เท่าเป็นอย่างน้อย เพื่อสร้างภาวะที่เรียกว่า ไดอะแมกเนติซึม (diamagnetism) อันเป็นสภาวะคล้ายคลึงกับสภาวะไร้น้ำหนักที่เกิดกับนักบินอวกาศนั่นเอง

ไม้กวาดเหาะได้
ไม้กวาดนิมบัส 2000 ที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ใช้ขี่เล่นควิดดิชนั้นสามารถลอยตัวในอากาศ แล่นขึ้นลงในแนวดิ่ง ปักหัวโฉบลงมาอย่างรวดเร็ว หรือแม้แต่บินถอยหลังก็ยังได้ผ่านการบังคับด้วยการสัมผัสเพียงเบาๆ เท่านั้น

เมื่อพิจารณาดูคุณลักษณะต่างๆ ของไม้กวาดนิมบัส 2000 แล้วก็ชวนให้นึกถึงเครื่องบินไอพ่นซีแฮริเออร์หรือเรียกย่อๆ ว่าแฮริเออร์(คล้ายชื่อของแฮร์รี่) เครื่องบินดังกล่าวสามารถขึ้นลงได้ในแนวดิ่งด้วยระบบไอพ่น นอกจากนี้ยังสามารถลอยตัวอยู่กับที่ บินโฉบลงมาในแบบที่เครื่องบินทั่วไปไม่สามารถจะทำได้ และ สามารถแม้แต่บินถอยหลังก็ได้!

ยาสมานกระดูกสเคเล-โกร
ควิดดิช กีฬายอดฮิตอันดับหนึ่งของเหล่าพ่อมดแม่มด ควิดดิชอาจจะก่อให้เกิดอุบัติเหตุต่อผู้เล่นได้ง่ายมากโดยเฉพาะกรณีของ กระดูกหักที่เกิดขึ้นได้บ่อยกว่าอุบัติเหตุอย่างอื่น และเราก็ได้รู้จากเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ว่าสิ่งที่จำเป็นสำหรับซ่อมแซมกระดูกที่หักหรือสร้างกระดูกใหม่ ของเหล่านักกีฬาควิดดิชก็คือ ยาปลูกกระดูกสเคเล-โกร หนึ่งถ้วยเท่านั้น)

ในปัจจุบัน สิ่งที่เทียบเคียงได้ใกล้สเคเล-โกรมากที่สุดน่าจะได้แก่ สารไบโอแอกทีฟชนิดหนึ่งที่ทำหน้าที่คล้ายกระดูกเทียม เมื่อผ่าตัดใส่วัสดุดังกล่าวเข้าสู่ร่างกาย มันจะทำหน้าที่เป็นโครงสำหรับให้เซลล์กระดูกยึดเกาะและ จะสลายตัวไปเองภายในเวลาสองสามเดือน

ธนาคารกริงกอตส์
ระบบรักษาความปลอดภัยที่ธนาคารกริงกอตส์นอกจากจะใช้เวทมนตร์แล้วห้องนิรภัย ของธนาคารยังได้รับการออกแบบให้เปิดปิดได้ด้วยนิ้วยาวๆ ของพวก ก๊อบลิน เท่านั้นอีกต่างหาก

อันที่จริงเทคโนโลยีการจำแนกแยกแยะบุคคลเป็นวิทยาศาสตร์แขนงหนึ่ง ที่มีความเติบโตรวดเร็วมาก การตรวจสอบดังกล่าวมีได้หลายวิธีการ และจำนวนวิธีการก็ดูเหมือนว่าจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เช่น ที่สนามบินฮีทโทรว์ของอังกฤษก็เริ่มนำระบบตรวจสอบม่านตามาใช้ในปีนี้เอง นอกจากใช้วิธีวัดลักษณะต่างๆ กันทางกายภาพ นักวิทยาศาสตร์บางคนยังได้มีความพยายาม ที่จะคิดค้นวิธีจำแนกบุคคลด้วยลักษณะทางชีวภาพอย่าง กลิ่นตัว อีกด้วย

วิชาปรุงยากับต้นไม้ประหลาด
ผลจากการร่ำเรียนวิชาปรุงยากับต้นไม้ประหลาดทำให้ เฮอร์ไมโอนี่แม่มดสาวน้อยได้มีโอกาสช่วยชีวิตของแฮร์รี่ พอตเตอร์และเพื่อนอีกคนที่ชื่อรอน ในตอนที่ทั้งสามคนโดน ต้นกับดักมาร ที่มีลักษณะเป็นเถาไม้เลื้อยเล่นงานในตอนท้ายเรื่อง(ของเล่มแรก)

ในโลกจริง จะว่ามีต้นไม้คล้ายๆ ต้นกับดักมารก็ไม่เชิงทีเดียว เพราะว่าต้นสเตรนเกลอร์ฟิก มีเหยื่อของมันเป็นพืชด้วยกันเอง มันเติบโตบนต้นไม้อื่นคล้ายพืชจำพวกกาฝาก โดยจะเติบโตและแผ่กิ่งก้านยืดยาวลงสู่ดินเพื่อสร้าง ราก ของมันเอง ในขณะเดียวกันมันก็จะห่อหุ้มและบีบรัดต้นไม้ที่เป็นเจ้าบ้านเดิมพร้อมกันกับไปกับแย่งชิง ความชื้นกับสารอาหารต่างๆ ผลก็คือ ต้นไม้เจ้าบ้านเดิมก็ตาย

ผ้าคลุมล่องหน
ของขวัญวันคริสต์มาสอันน่าประหลาดใจที่แฮร์รี่ พอตเตอร์ได้รับ และในที่สุดก็ได้กลายเป็นอุปกรณ์ชิ้นสำคัญสำหรับการผจญภัยของเขาก็คือ ผ้าคลุมล่องหน ที่เคยเป็นของคุณพ่อของเขามาก่อน

ขณะนี้ทางกองทัพสหรัฐฯมีโปรแกรมเกี่ยวกับการสร้างทหารล่องหน โดยที่โครงการดังกล่าวกำลังศึกษาการนำเส้นใยพิเศษที่มีสารเคมีที่สามารถเปลี่ยนแปลงสีได้เมื่อได้รับ กระแสไฟฟ้าปริมาณที่เหมาะสม ด้วยหลักการดังกล่าวเส้นใยก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนกับจอ LCD ชนิดหนึ่ง ซึ่งหากเชื่อมต่อกับตัวตรวจจับสัญญาณที่เหมาะสมที่สามารถตรวจจับรูปแบบ ของสีในสิ่งแวดล้อมบริเวณนั้นได้ เราก็อาจจะได้ชุดทหารล่องหนที่สามารถพรางสีให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมได้ตลอดเวลา

แผนที่ตัวกวน
แผนที่ตัวกวนนอกจากจะช่วยให้แฮร์รี่ พอตเตอร์รู้รายละเอียดของตำแหน่งแห่งหนในโรงเรียนฮอกวอตส์แล้ว ยังช่วยให้ เขาสามารถระบุตำแหน่ง ของใครก็ตามที่อยู่ภายในบริเวณปราสาทและรอบๆ โดยดูจากตำแหน่งของหยดหมึกเล็กๆ ที่เคลื่อนไหวไปมาและมีชื่อเป็นตัวอักษรเล็กๆ เขียนกำกับไว้


เทคโนโลยีการติดตามและระบุตำแหน่งด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ในปัจจุบันได้ก้าวหน้าไปมาก หลายคนคงเริ่มพอจะคุ้นหูกับคำว่า GPS มากขึ้นแล้ว ระบบล่าสุดที่กำลังศึกษาอยู่และจะมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับแผนที่ตัวกวนมากยิ่งขึ้นไปอีกก็คือ ระบบของบริษัทอังกฤษแห่งหนึ่งที่มีชื่อว่า Cambridge Positioning Systems หรือ CPS

ในระบบแบบ CPS จะสามารถให้รายละเอียดของตำแหน่งได้แม่นยำและใกล้เคียงความจริงมากคือสามารถให้ รายละเอียดข้อมูลที่ต้องการสำหรับลูกค้า โดยกินอาณาบริเวณแคบลงได้มากถึงเพียง 50 เมตรรอบตัวของลูกค้าได้

จาก http://news.clipmass.com/story/วิทยาศาสตร์-กับ-แฮรี่พอตเตอร์---3027

วิทยาศาสตร์กับน้ำ


วิทยาศาสตร์กับน้ำ - ดูคลิปทั้งหมด คลิกที่นี่